Central America/Caribbean
    4 weeks ago

    เที่ยวไร่กาแฟหนึ่งเดียวในโลกของ Starbucks ที่ Costa Rica + แวะชม Panama Canal

    เราใช้ Panama และสนามบิน Panama City เป็น hub ของการเดินทางแถบแคริบเบียนและอเมริกากลาง โดยบินกับสายการบิน Copa Airlines สนามบินใหญ่นะคะ มีเครื่องเข้าออกจากทั้งเมกาเหนือ/ใต้ สะดวกกับการเริ่มต้นสำหรับใครที่บินมาจากไทย เข้ามาได้ทั้งทางฝั่งยุโรปและจากญี่ปุ่น ส่วนเราสองคนบินเข้าจาก Aruba ค่ะ (https://traveldouble.co/2020/07/12/เที่ยวแคริบเบียน-หาด-flamingo-ที/) แล้วบินจาก Panama ไป Belize ต่อ (https://traveldouble.co/2020/07/25/ไปจุดดำน้ำลึกดังก้องโล/) ส่วนขากลับ พอออกจาก Belize ก็เข้า Costa Rica ต่อก่อนที่จะไปหมู่เกาะ Galapagos (https://traveldouble.co/2020/04/16/ไปดำน้ำกับฉลามและสิงโต/) สองประเทศนี้ทั้ง ปานามา และ คอสตาริกา เลยเป็น layover stop ค่ะ Panama เราอยู่ที่นี่กันสี่คืน พักที่โรงแรม Hyatt Place Panama City Downtown (แวะพักซักผ้า) วันแรกที่ไปถึงก็เย็นมากแล้วค่ะ เหนื่อยมากด้วย เลยสั่งอาหาร takeaway มาทานกันที่ห้อง วันรุ่งขึ้นก็เป็นวันพักเบาๆค่ะ เราไปทานอาหารเที่ยงกันที่ food court ในห้าง ทาน hotpot กันค่ะ ขายในศูนย์อาหารหม้อใครหม้อมัน แปลกแต่ก็สะดวกดีนะ แล้วก็ไปเดินเล่นกันที่เมืองเก่า Casco Viejo เมืองนี้เจริญแล้วนะคะ เรารู้สึกปลอดภัยที่จะเดินไปไหนมาไหน ในตัวเมืองเก่าเอง สวยงามค่ะ ส่วนมากตึกเก่าก็จะแปลงเป็นร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร ผับบาร์ มีคาเฟ่น่ารักด้วยนะคะ เราไปถึงเย็นแล้วเลยไม่มีโอกาสเข้าไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ แต่ถ้ามาเร็วก็มีพวกโบสถ์วิหารและวังเก่าให้เข้าไปเที่ยวชมค่ะ      Panama Canal (คลองปานามา) จุดเด่น highlight ของการมาเมืองนี้ ก็คือ Panama Canal ซึ่งเป็นหนึ่งใน Seven Wonders of the Modern World นั่นเอง เราเรียก Uber ไปที่ Miraflores Visitor Center ตรงนี้เป็นจุดชมเรือวิ่งผ่านช่องแคบระหว่างสองมหาสมุทร Atlantic – Pacific Ocean ค่ะ เรายืนดูจนตัวดำ ร้อนจะเป็นลมกันเลยทีเดียว ดูแล้วก็อึ้งในความสามารถของมนุษย์สามารถสร้างทางเดินเรือระยะ 82km ขึ้นมาได้ เพื่อลดเวลาเดินทางของเรือขนส่งสินค้า และเพิ่มความปลอดภัยด้วยค่ะ ไม่งั้นเรือพวกนี้ต้องลงไปอ้อม Cape Horn ที่ตอนใต้สุดของอเมริกาใต้ ซึ่งมันไกลมาก และคลื่นค่อนข้างแรงใน Drake Passage อีกทางนึง ก็ไม่ได้น่าไปเลย คือการเดินเรือไปทางเหนือ ผ่านขั้วโลก ทาง Arctic Archipelago และ Bering Strait แค่ฟังก็หนาวแล้ว ดีนะที่คนมีความสามารถในทาง engineer  ถึงแม้จะใช้เวลาไปกว่า 30 ปีก็ตาม               การที่ได้อยู่ตรงนั้นก็จะได้เห็นการทำงานของ Canal Locks ซึ่งเปิดปิดแล้วปล่อยน้ำให้เรือขึ้นลง Gatun Lake การเดินทางข้าม canal นี้ใช้เวลาทั้งหมด 11 ชั่วโมงกว่าเลยนะคะ แต่เราจะได้เห็นเพียงไม่กี่นาทีที่เท่านั้นและเพราะความสะดวกสบายบวกกับประหยัดเวลาของเส้นทางเดิน เรือนี้ทำให้มีคิวมากมายในแต่ละวัน ค่าใช้จ่าย ก็เสียตังค์เหมือนขึ้นทางด่วนนะคะ ค่า toll ต่อเรือก็จะไม่เท่ากัน คิดตามขนาด ประเภทของเรือ แล้วก็สินค้า/ผู้โดยสาร ที่อยู่บนเรือ แล้วถ้าอยากแซงคิวก็จ่ายเพิ่มได้นะ อย่างเรือที่แซงไป 90 คิว แล้วได้เดินทางเร็วขึ้น 7 วัน เสียค่าแซงคิวไป US$220,300 จากปกติ US$13,430 ส่วนเรือโดยสาร passenger/cruise ship ที่โดนค่าเสียหายไปมากสุดคือเรือ Norwegian Pearl ที่สามารถจุคนได้มากกว่า 3000 คน โดนค่าผ่านทาง ไปทั้งสิ้น US$375,600 เมื่อปี 2010 ที่ Miraflores นอกจากจะดูเรือได้แล้ว ก็ยังมีการให้ข้อมูลต่างๆ อารมณ์ museum เล็กๆ แล้วก็มีร้านน้ำขนมให้นั่งพัก หรือถ้าอยากทานอาหารก็จองก่อนได้ ส่วนพวกเราเบื่ออาหารฝรั่ง เลยทานอาหารเที่ยงวันนั้นที่ร้าน Hikaru ร้านนี้เป็นร้านญี่ปุ่นที่หลบอยู่ในซอกเลยค่ะ รสชาติอาหารใช้ได้ อีกอย่างมีคนญี่ปุ่นทานด้วยค่ะ Panama City มีคนเอเซียอยู่ค่อนข้างเยอะ มีอาหารให้เลือกหลายชาติค่ะ ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือใครชอบ fine dining มีร้าน world’s 50 best restaurant ด้วยนะคะ เราก็มีโอกาสไปมาร้านหนึ่งชื่อว่า Maito อาหารน่าสนใจค่ะ ด้วยความเจริญของประเทศ และเมืองหลวงยังเป็นฐานเศรษฐกิจ เค้ามีร้านไอติม Pinkberry ด้วยนะ อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม เดินไปได้จากทางเดินริมทะเล Cinta Costera/Avenida Balboa ทางเดินนี้จะเป็นเหมือนสวนนะคะ เลาะอ่าว Panama Coast ไปเรื่อย ตรง financial district/downtown เราชอบไปเดินกันตอนเย็นๆ ก่อนทานข้าวเย็นค่ะ อากาศดี ลมเย็นๆ แล้วก็เห็นแสงอาทิตย์ตก เป็นการจบวันที่ดีค่ะ       …
    Europe
    December 30, 2020

    จากนักเดินทางกว่า100ประเทศ สู่การติดอยู่ลอนดอนคนเดียวเกือบ 1 ปี

    เราปกติเดินทางประมาณเดือนละครั้ง ก็อย่างที่เห็นที่ลงพันทิปนะคะ การต้องอยู่บ้านนานเกินสามอาทิตย์เป็นเรื่องที่ผิดปกติมากสำหรับเราในช่วงหกปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียวหรือจะไปกันสองคนตามแบบฉบับ (https://traveldouble.co) ยังไงก็ต้องมีไปตลอด London in the Time of Covid ลอนดอน เมืองที่เราใช้เป็นฐานมากกว่าบ้าน เราย้ายมาอังกฤษตั้งแต่ปี 2014 กลับไทยปีละครั้งถึงสองครั้งแต่ละครั้งก็ไม่เกินเดือน เลือกมาอยู่ที่นี่เพราะบินไปไหนมาไหนง่าย สะดวกกับการไปทุกทวีป มีบินตรงแล้วก็ตั๋วเครื่องบินถูก เอาจริงๆถ้าไม่มี Covid ก็ไม่คิดจะย้ายกลับไทยเลยนะ แต่ตอนเนี่ยคิดแหละ เพราะมันโหดต่อใจนักเดินทางมากเลย การที่ต้องอยู่บ้านเป็นเวลาหลายเดือน ถึงตอนนี้ก็เกือบหนึ่งปีแล้วค่ะ ที่อังกฤษไม่เหมือนที่ไทยด้วย โดนล็อคดาวน์ยาวเลย พอปลดได้ไม่กี่เดือนก็ล็อคใหม่ สรุปตอนนี้เจอล็อคมาสามรอบแล้วค่ะ ข้อดี ถึงโควิดจะมีข้อเสียเยอะ แต่มันก็มีข้อดีของมันนะ เช่นทำให้เราใช้ค่าบ้านคุ้มมาก ทำอาหารทุกมื้อ จากคนที่ต้องออกไปกินร้านใหม่ตลอด ก็ healthy ขึ้น น้ำหนักลงด้วยค่ะ เพราะจากสาวเจ้าสังคมออกกินเที่ยวตลอด ก็แทบไม่ได้ดื่มเลย การที่ต้องเรียนออนไลน์ ก็ลำบากอยู่นะ แต่ล็อคดาวน์ไปไหนไม่ได้ก็เขียนงานได้เยอะ ปกติที่อังกฤษถ้ามาเป็นนักเรียนเราต้องจ่าย NHS surcharge ตอนทำวีซ่าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นค่าหมอค่ารักษาพยาบาลทุกอย่างก็ไม่ต้องจ่าย ซึ่งก็เป็นข้อดีของที่นี่ ไม่ต้องกลัวว่าเราเป็นคนต่างชาติแล้วเค้าจะไม่รักษา หรือว่าเราปวดแล้วจะไม่มีเงินจ่าย ข้อดีน่าจะหมดแค่นี้ ข้อเสีย พูดถึงข้อเสียกันดีกว่า นอกจากพวก basic ที่ทุกคนรู้และได้ผลกระทบเหมือนกันแล้ว ที่นี่ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่าย ค่าของชีพที่สูงพอสมควร อยู่แบบไม่ได้ทำอะไร เที่ยวก็ไม่ได้เที่ยว ก็เปลืองเหมือนกันค่ะ คืออย่างที่บอกปกติเอาเงินไปใช้กับการเที่ยวเดินทางท่องโลก 100 กว่าประเทศ มีบ้านลอนดอนไว้เก็บของและแวะเจออาจารย์ แต่พอมาเจอ covid เข้าไป อยู่บ้านยาวทีสามเดือนค่ะ ค่าซุปเปอร์มาร์เก็ต เดือนละประมาณ 8000 บาท แล้วยังจะมีค่าอาหารเดลิเวอรี่ อาทิตย์ละครั้งสองครั้งเวลาไปเจอ support bubble (คนที่อยู่คนเดียวรัฐบาลอนุญาตให้ ไปเจอได้อีกหนึ่งบ้าน เขากันคนเป็นบ้าค่ะ) เบ็ดเสร็จค่าอาหารก็ไม่ได้ลดลง อาจจะมากกว่าตอนที่เดินทางได้ด้วยซ้ำ นอกจากค่าอาหารแล้ว ที่ไทยก็น่าจะเป็นเหมือนกันกับค่าน้ำค่าไฟที่เพิ่มขึ้นมาก แล้วพอเข้าหน้าหนาวก็มีค่า heating ด้วย เราไม่ได้ขึ้นขนส่งสาธารณะตั้งแต่เริ่มล็อคดาวน์รอบแรก เราเช่ารถขับยาวเลยค่ะ อันนี้ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นมาก คนอาจจะงงว่าอ้าวแล้ว lockdown ไปไหนได้ล่ะ เราใช้รถแค่อาทิตย์ละสามวันก็ถูกกว่านั่ง Uber แล้วค่ะ เพราะที่นี่คนตอนแรกไม่ยอมใส่หน้ากาก คือเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเอาตัวเองไปเสี่ยงกับการนั่ง tube/bus แล้วพอรัฐบังคับให้ใส่หน้ากาก บางคนก็ใส่ปิดแค่ปากไม่ปิดจมูก บางคนก็ไว้ที่คอ คนที่นี่เยอะมากที่ใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้ระวังอะไรมากมาย ต่างคนต่างเอาตัวรอด แบบเอาที่สบายใจเลยค่ะ ซึ่งทำให้เคสที่นี่ติดเยอะมากและโรงพยาบาลไม่รับคนป่วยที่อาการไม่หนัก ซึ่งก็เป็นข้อเสียแหละ นี่คิดว่าที่นี่เป็นแบบนี้ได้เพราะคนส่วนมากอยู่คนเดียวไม่งั้นก็อยู่เป็นครอบครัว แต่ไม่ได้อยู่กับผู้ใหญ่ ไม่ได้รู้สึกว่าจะเอาไปให้พ่อแม่ตัวเองติด แตกต่างกับที่ไทยมาก อารมณ์แบบใครกลัวก็อยู่บ้านไปสิ คนอื่นจะใช้ชีวิตปกติ ทำไมใช้ไม่ได้ล่ะ Lockdown 1 ช่วงปิดประเทศรอบแรกคือตอนปลายเดือนมีนาปิดถึงกรกฎา ทั้งหมด 102 วัน ปิดแบบจริงจัง ร้านอาหารไม่เปิด ห้างปิด ถ้าเป็นไปได้ห้ามเดินทาง essential travel only ตอนนั้นคน panic มาก ซื้อของตุนกันใหญ่ แล้วก็เป็นล็อคดาวน์รอบเดียวที่คนยอมอยู่บ้านจริงๆ เรานี่เริ่มปลูกดอกไม้เลย สั่งออนไลน์มา เอาให้เต็มระเบียงเลยจ้า ทั้งกุหลาบ British roses, lavender, hydrangea จากคนไม่เคยปลูก ก็เลี้ยงรอดอยู่นะ ไม่น่าเชื่อ ตอนนั้นเป็นโชคดีของเราที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ตึกสร้างเสร็จใหม่ ทั้งตึกมีเราอยู่คนเดียว ไม่ต้องแชร์ lift กับใคร ส่วนหลังตึกก็เป็นของเรา แต่ส่วนมากเราก็ออกกำลังกายอยู่บนระเบียงเรานี่แหละ ตอนนั้นเข้าฤดูใบไม้ผลิอากาศดีมาก นั่งกินข้าวตรงระเบียงก็สบายดีเหมือนกัน สงสารก็แต่คนที่อยู่บ้านแบบไม่มีระเบียง หรือคนที่ต้องอยู่ด้วยกันหลายคน ช่วงนั้นมีคนฆ่าตัวตายเยอะขึ้นเยอะ แล้วก็โดนทำร้ายด้วย domestic violence เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ในอังกฤษ แต่ทั่วยุโรปที่โดนล็อคดาวน์กันยาว คิดดูสิที่ไทยโดนไปแป๊บเดียว ยังแย่ แล้วที่นี่รอบแรกก็โดนไปสามเดือน คนจิตตกขนาดไหน เรื่องอาหารที่ ไทยโชคดีกว่าเยอะ ยังมีพี่ Grab ที่นี่ช่วงแรกแทบไม่มีอะไรเลย ร้านน้อยมากที่เปิดทำ delivery เอาจริงๆ กว่าร้านอาหารจะทำ delivery ก็ปิดไปเดือนได้แล้ว อยู่คนเดียวสั่งมากินก็ไม่คุ้ม เราก็เลยได้สั่งแค่เวลาไปเจอเพื่อน จำได้เลยว่าปิดไปเจ็ดอาทิตย์เพิ่งได้กิน Starbucks แก้วแรก…
    South America
    December 4, 2020

    ขี้เกียจทำวีซ่า Uruguay ล่องเรือไปแล้วกัน ได้ไป Brazil ต่อด้วย

    จากไทยต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่ Buenos Aires, Argentina เราบินตรง กทม ไปลอนดอน  12 ชม แล้วก็บินตรงต่ออีก 16ชม ไปบัวโนสไอเรส ก่อนขึ้นเรือเราไปเที่ยวน้ำตก Iguazu Falls และจิบไวน์ที่ Mendoza กันก่อน Iguazu Falls + Mendoza = https://traveldouble.co/2020/08/13/ลุยหนึ่งในน้ำตกที่ยิ่ง/ Argentina = https://traveldouble.co/2020/01/01/ชิลี-vs-อาร์เจนตินา-ฝั่งไห/ ตอนแรกก็ไม่ได้จะไปล่องเรือหรอก แต่วีซ่า Uruguay ทำยากเย็นเหลือเกิน ใช้เวลาทำนาน แล้วก็ยุ่งกับการส่งเอกสาร เราเลยหาทางออกโดยการไป cruise อีกอย่างคิดว่าการนอนบนเรือน่าจะปลอดภัยกว่าสำหรับการเที่ยว Brazil Embarkation – จุดเริ่มต้นของการล่องเรือ ท่าเรือ Terminal Benito Quinquela Martín อยู่ในเมือง Buenos Aires ไม่ไกลจากสนามบิน Jorge Newbury ที่เราบินมาลงจาก Mendoza เครื่องลง 12.30pm รับกระเป๋า หาอะไรกินที่สนามบินแล้วก็นั่ง taxi ไป 15นาที ก็ถึงที่ check-in ของ Azamara Cruise เราแจ้งเรือไว้ว่าเราจะมาบ่าย 2 (เผื่อเวลานิดหน่อย จะได้ไม่ต้องรีบออกจากสนามบินมาก) checkin ปิด 3.30pm เรือออกเดินทาง 5pm ที่ check-in เข้าก็รับกระเป๋าใหญ่เราไปขึ้นเลย ส่วนตัวเราก็ต้องทำเรื่องเอกสารก่อน process ก็จะคล้ายๆการ check-in รร มีการตรวจ passport และขอ credit card พอเสร็จเข้าก็จะให้บัตรเรามาคนละใบ บัตรจะมีชื่อและข้อมูลห้องพัก ต้องพกติดตัวตลอดเวลา เพราะใช้เป็นทั้ง ID/กุญแจห้อง/บัตรจ่ายเงิน ไม่มีการใช้เงินสดบนเรือ ทุกอย่าง charge เข้าไปที่บัตรของตัวเอง พอหมดทริปการจะตัดบัตร credit ที่เราให้ข้อมูลไว้ หลังจากเสร็จการ check-in ก็ไปต่อกันที่ immigration และ security ทำเหมือนที่สนามบินแหละค่ะ ง่ายๆ พอขึ้นเรือไปเข้าจะบอกวันและเวลาที่เราจะต้องไปยื่น passport ให้เจ้าหน้าที่เรือเก็บไว้ ผู้โดยสารทุกคนต้องทำ กันคนหนีและสะดวกสำหรับเจ้าหน้าที่ immigration ของทุกๆ ประเทศที่เราจะเข้าไปเที่ยว เราก็สบายไม่ต้องมาต่อแถวทำอะไรเลย วันกลับ รับ passport แล้วก็ลงเรือได้เลย   …
    Asia
    October 21, 2020

    Samui นอนไหนดี กับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” #traveltogether

    คราวนี้จะพาไปดูที่พักที่ปกติราคาแพง แต่เพราะ Covid เลยทำให้สมุยราคาจับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้ทุกอย่างราคาดีมากนะคะ คนน้อยด้วย อีกอย่างค่าตั๋วเครื่องบินก็ขอ rebate คืนได้อีก ปกติ Bangkok Airways ไป/กลับ 4-5000บาท รัฐช่วย 40% (max 2000บาท) แหนะ ส่วนใครมาเกิน 3 วัน แนะนำให้เช่ารถขับเอง National car/Drive car rental มีโปร 1 อาทิตย์ 2500 บาท รถ Nissan March ค่ะ โดนค่าน้ำมันไปอีก 300 บาท เราว่าโอเคนะ ไม่มาสมุยตอนนี้ ก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้มาอีกเมื่อไหร่!! โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” หมดต้นปีแล้วด้วย ที่พักในโครงการ TravelTogether มีให้เลือกเยอะอยู่ เรามีโอกาสได้ไปพัก หรือ กินข้าว ที่ 7 โรงแรมนี้มาค่ะ เลยเอามาแนะนำ พักกับโครงการ ได้เงินช่วยค่าอาหารด้วย ใช้จ่ายตาม รร/ร้านอาหารต่างๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ๆ เราพัก 1. Six Senses อันนี้ตัว top ของเราเลย เป็นโรงแรมที่ชอบมากสุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ อยากจัดงานแต่งงานที่นี่เลยอะ ที่พักเป็นแบบ villa มีสระว่ายน้ำ ถูกสุด 7500บาท จองตรงกับ รร เลย รร มีหน้าหาด และสระว่ายน้ำ 2 สระ ที่หาดมีจัด afternoon tea และก็สั่งอาหาร เครื่องดื่มจาก Drift ได้ สระตรงนี้จะเล็กหน่อย เน้นไว้ถ่ายรูป เวลาจะว่ายจริงจังให้ไปที่ main pool นะคะ ตรงนี้จะได้วิวพระอาทิตย์ตกด้วย         ห้องอาหารหลักที่เปิดตลอดคือที่ Dining on the Hill อาหารเช้าก็ทานที่นี่ อาหารเย็นอร่อยด้วยนะ ส่วน weekend จะมี Dining on the Rocks เปิดตอนเย็นด้วย วิวคือสุดยอดเลยค่ะ แต่เมนูจะเป็น set อาหารฝรั่งเป็น course ทั้งสองร้านมีบาร์ นั่งชิลเฉยๆก็ได้       สปาที่นี่คือ the best ตั้งแต่นวดมา ดีสุดเลยจ้า นอกจากนั้นบริการที่ รร ก็ดีมากๆ ไปพักแล้วไม่อยากกลับเลย รู้สึกเหมือนบ้าน แล้วเค้ามี butler ด้วยนะ ส่วนเรื่องราคา ในโครงการจองผ่าน agoda ได้เลย Six Senses มีราคา Thai residents ด้วย โทรไปจองได้ค่ะ (แต่จะไม่ได้ส่วนลด อาหาร/เครื่องบิน จาก TT campaign)    2.…
    Asia
    October 21, 2020

    บินไปเก็บดาว michelin ร้าน Pru ที่ภูเก็ต คือดีย์

    ช่วงนี้ไปนอกประเทศไม่ได้ ก็อุดหนุนธุรกิจคนไทยเนอะ โดยเฉพาะที่อยู่ในโครงการ เราเที่ยวด้วยกัน #traveltogether ราคาดีมากๆ ทำให้ภูเก็ตไม่แพงอย่างที่คิด ลดได้ทั้งค่าโรงแรม เครื่องบิน อาหาร คุ้มมากๆ ค่ะ เราเลือกโรงแรม Sala เพราะอยู่ในโครงการ แล้วก็ไม่ไกลจากสนามบิน และร้านอาหาร PRU PRU – Plant. Raise. Understand. ⭐️ ทริปนี้เราบินกับ Bangkok Airways เพื่อที่จะไปลองร้านอาหารร้านเดียวที่ได้ดาวมิชลินนอก กทม และปริมณทลร้านพลุ PRU ตั้งอยู่ในโรงแรม Trisara ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเท่าไหร่ ใครจะมาเช้า-เย็น กลับ ก็ได้นะ แต่จะเหนื่อยๆ หน่อย สำหรับ 7-course ใช้เวลากินประมาณ 3 ชม ค่ะ กิน 6pm กลับเครื่อง 11pm ก็ได้อยู่ ร้านเปิด 6 โมงเย็น ซึ่งจะพอดีกับเวลาพระอาทิตย์ตก ถ้าอากาศดีคือสวยมากๆ ลงไปเดินเล่น ถ่ายรูปตรงสระว่ายน้ำและหาดส่วนตัวก่อนทานข้าวได้ค่ะ แนะนำให้จองทาน 6.30pm เพื่อที่จะได้มีเวลาถ่ายรูปก่อน พนักงานที่ร้าน ถ่ายรูปสวยนะคะ รู้ทั้งมุมโรงแรม และช่วยจัดท่าคนได้ด้วย บริการได้ใจไปเลย 10/10         ชื่อร้าน PRU ย่อมาจาก Plant พืช – Raise ปลูก/เลี้ยงดู – Understand ความเข้าใจ ซึ่งก็ตรงกับ concept ร้านที่เป็นแนว farm to table แล้วก็เสริฟแต่ของที่ locally sourced หาได้ในประเทศไทย รสชาติหลายๆอย่างก็จะออกไทยๆหน่อย ถึงแม้จะเป็น modern cuisine ที่ร้านมี 2 เมนูให้เลือก คือ 5 หรือ 7 courses ราคาไม่ต่างกันมาก ถ้ามีเวลา เราแนะนำกิน full tasting รีบก็บอกที่ร้านได้ สามารถทานเสร็จภายใน 2.5ชม เราจะไม่พูดถึงราคากันนะคะ เพราะขึ้นอยู่กับการเลือกไวน์ด้วย ถ้าคิดจะสั่ง wine by the glass เกินคนละ 2 แก้ว แนะนำให้สั่งเป็นขวดจะสบายกระเป๋าตังค์มากกว่า หรือไม่ก็ทำ wine pairing เราชอบการ present อาหารนะ มี story ทุกอย่างมีเรื่องราว แล้วก็มีการเอา ingredients ผักต่างๆ มาให้ดูก่อน หลายๆ อย่าง ถึงเราจะเป็นคนไทย แต่ก็ไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยิน ชอบความ educational ทำให้เราเข้าใจ ทั้งที่มาที่ไปและรสชาติของวัตถุดิบ รสชาติอาหารอร่อยเลย บางจานยังไม่ฟิน แต่ก็ไม่มีอะไรที่ไม่อร่อย ชอบความ umami พอดี ลงตัวของหลายๆ จาน และความเบา refreshing flavors ไม่หนักไป ขนมปังควรทำได้ดีกว่านี้ แล้วก็บางจาน ถ้า elevate ได้ ก็จะมีความฟินขึ้น รวมๆ ทุกอย่างคือดีย์ ชอบมาก เรากินมาจะ 400ดาว นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ร้านในโลก ที่เรา happy ที่จะกลับไปอีก และกล้าแนะนำให้เพื่อนๆไปกิน ให้เป็น Top 5 favorite in Thailand เลย เป็นอาหารที่กินได้เรื่อยๆ ไม่ได้ gimmick แบบหลายๆร้านที่มีไว้แค่โชว์ ลุ้นและเชียร์ Chef Jimmy มากๆค่ะ อยากให้ได้ 2 ดาว เราคิดว่าน่าจะไม่ยาก ถ้าทำให้ทุกจาน spot on ได้นะ Sala Phuket Mai Khao หนึ่งในโรงแรมในเครือขิงศาลา พูดถึง Sala Hospitality ก็ต้องนึกถึง instagrammable hotels โรงแรมที่ภูเก็ตก็เหมาะกับการถ่ายรูปค่ะ ตั้งแต่ทางเข้ามา ก็จะเป็นบรรยากาศ vibe แบบ zen Pool Villa ดีมาก สำหรับใครที่รักการถ่ายรูป ห้องน้ำอยู่ด้านนอก มี outdoor bathtub ใต้ chandelier ตอนกลางคืนยิ่งถ่ายรูปสวย ถึงสระน้ำจะเป็นแบบ private แต่สระก็ไม่เล็กนะคะ ว่าย laps ได้ เหมาะสำหรับคนที่ชอบว่ายออกกำลัง แล้วก็ไม่ต้องใส่ชุดว่ายน้ำโชว์ใคร…
    Asia
    October 21, 2020

    ลายแทง long weekend ไหว้พระ 9 วัด ณ เชียงใหม่ กับ Sala Lanna

    ไหนๆ ปี 2020 ก็มาอย่างโหดแล้ว วันหยุดยาวอาทิตย์หน้า ใครยังไม่มีแพลน ลองขึ้นไปไหว้พระ 9 วัดที่เชียงใหม่ดูนะคะ คนน้อย วัดสวยมาก บนดอยอากาศดีด้วย อุดหนุนธุรกิจในประเทศ #ไทยเที่ยวไทย 3 วัน 2 คืน เราแนะนำ 9 วัดนี้ Day 1 วันที่หนี่ง หลังจากลงเครื่อง ก็ขึ้นหนึ่งดอยก่อนเลย ใครอยากขออะไรก็ตรงไปวัดพระธาตุดอยคำ/หลวงพ่อทันใจ (1) ก่อนเลยจ้า หลังจากลงมาก็แวะกินกาแฟที่ Graincafe.cnx ก่อนที่จะไปวัดอุโมงค์ (2) วัดนี้ไปเย็นๆ บรรยากาศกำลังสวย ไม่ร้อนมาก หลังจากไหว้สองวัด เราก็ไป check-in ที่โรงแรม Sala Lanna โรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง ห้อง riverside เงียบสงบ อาหารเช้าเสริฟที่ร้านหวานละมุนที่อยู่ติดกับโรงแรม – smoothie bowl อร่อยและสดชื้นมากค่ะ โรงแรมบรรยากาศดีมาก สงบ มี rooftop bar ด้วย อีกอย่างใกล้ร้าน goodview สามารถเดินไปได้ เหมาะกับสายชิลที่อยากหาที่กินดื่ม ฟังเพลงหลังทำบุญเสร็จ ที่ โรงแรมมีที่จอดรถ แต่ถ้าใครไม่อยากขับ ทางโรงแรมสามารถจัดรถและโปรแกรมเที่ยวให้ได้นะคะ อีกอย่าง โรงแรมร่วมโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ราคาดีมากค่ะ     Day 2 วันที่สอง เริ่มสายๆ ขึ้นไปวัดพระธาตุดอยสุเทพ (3) พอลงมาก็ไปวัดศรีสุพรรณ หรือวัดเงิน (4) สวยมากๆ เราชอบวัดนี้สุดเลย แต่ ผญ เข้าไปไหว้ไม่ได้นะ ยกมือไหว้จากข้างนอกอย่างเดียว เสร็จจากสองวัดนอกคูเมืองก็แวะไปนิมมานไปทานเที่ยงที่ร้านข้าวซอยนิมมานก่อนที่จะไปไหว้ต่อ ร้านนี้มีข้าวซอยให้เลือกเยอะ เหมาะกับคนที่อยากลองอะไรใหม่ๆ หรือไม่อยากทานเนื้อสัตว์ รสชาติดีเลย ใครมาตรงมื้อ อาจจะต้องรอคิวหน่อยนะคะ ทานเสร็จ ก็ไปต่อกันอีก 5 วัด ในคูเมือง/เมืองเก่า วัดติดๆกันหมดค่ะ ที่จริงถ้าไม่กลัวร้อนก็เดินได้ เราเริ่มจากวัดหมื่นเงินกอง (5) ต่อที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร (6) แล้วก็วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร (7) วัดเจดีย์หลวงใหญ่และสวยมาก ข้างในคาเฟ่ มีแอร์ นั่งพักได้สบายๆ เราจบวันกันที่วัดดวงดี (8) และ วัดหมื่นล้าน (9) ลายแทงของเราเน้นชื่อดี เอาฤกษ์เอาชัย ไม่ได้ด้วยเล่ด้วยกลก็ต้องเวนมนต์คาถา  ไหว้เอาความสบายใจค่ะ อีกอย่างวัดไทยสวยนะคะ ช่วงนี้ยิ่งไม่มีชาวต่างชาติ เชียงใหม่เงียบๆ วัดก็คนไม่เยอะ เหมาะกับการเดินทางก่อนที่รัฐจะเปิดรับนักท่องเที่ยว Day 3 วันที่สาม พักผ่อน ชิลๆ ที่ โรงแรม…
    South America
    August 13, 2020

    ลุยหนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก Iguazu Falls + ตามหาไวน์แดงถูกและดีที่ Mendoza

    เริ่มจากการบินเข้า Buenos Aires แล้วใช้ที่นั้นเป็นฐาน เราบินภายในประเทศไป Iguazu ก่อน นอน 1 คืน ใช้รถข้ามไปเที่ยวน้ำตกฝั่ง Brazil แล้วก็กลับมาบินต่อไป Mendoza จาก สนามบินฝั่ง Argentina    Iguazú Falls 8am เราบินจาก EZE Buenos Aires ไปถึง IGR Iguazu ตอน 10am กับสายการบิน Aero Argentinas ตอนแรกเราจะข้ามฝั่งไปเที่ยวน้ำตกฝั่งบราซิลกับทัวร์ของ getyourguide  ตอนบ่าย 2 แต่โดนแคนเซิลเลยต้องไปเอง ดีที่หน้าโรงแรม Grand Crucero มี bus stop และ taxi stand เราเลยเรียก taxi ข้ามฝั่งไป พอขากลับก็นั่งรถบัสรวมกันนักท่องเที่ยวคนอื่นกลับมา ปกติเค้าจะไปจอดในเมืองเลย แต่เราบอกชื่อ รร ไป คนขับก็จอดให้กระโดดลงกลางถนน ก่อนถึงทางแยกเข้าเมือง เราเลือกพักที่นี่เพราะใกล้ทางเข้าน้ำตกฝั่ง Argentina และไม่ไกลจากสนามบิน       น้ำตกฝั่ง Brazil เฉยๆมาก ไม่อลังการ เราชอบฝั่ง Argentina มากกว่าเยอะเลย สวย ดูยิ่งใหญ่สมกับเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตอนเราไปเริ่มเข้าหน้าร้อน/ฝน อากาศจะไม่ค่อยดี ร้อน อบ วันแรกฝนตก ทำเราเละกันไปเลย วันที่สองอากาศดีขึ้นมาหน่อย ใครมีเวลาเยอะ ไปล่องเรือเข้าไปใกล้ตัวน้ำตกเลยก็ได้นะ ที่นั่นเข้าทำเหมือนเป็นสวนสนุกหน่อย มีจุดต่างๆให้ลงเที่ยว วันที่สองหลังจากเที่ยวฝั่ง Argentina เสร็จ เราบินออกเที่ยวบิน 4.32pm จาก IGR Iguazu ไปถึง MDZ Mendoza ตอน 7.13pm กับสายการบิน JetSmart Mendoza  พอมาถึงก็รับรถของ Avis แล้วก็ไปแวะ supermaket ก่อนที่จะไป Airbnb ที่เราจองไว้สำหรับ 3 คืน เราไม่ได้ออกไปกินนอกบ้านเลยตอนอยู่เมือง Mendoza เหนื่อย ไม่อยากออก แล้วก็เบื่ออาหารฝรั่งด้วย อีกอย่างเค้ากินเย็นกันดึก จะให้หิ้วท้องรอกินก็ไม่ไหว วันรุ่งขึ้นเราขับรถ 3ชม บนเส้น Route 7 (ไปเรื่อยๆ ข้ามไป Chile ได้) ไป Aconagua ซึ่งเป็นเขาที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ มีความสูง 6962m ถ้าตัดเทือกเขาหิมาลัย/เอเซียออกไป Cerro Aconcagua เป็นเขาที่สูงที่สุดในโลกเลยนะ นี่ก็เพิ่งรู้ว่าเขาทั้งหมดที่สูงถึง 8000m อยู่ในเอเซียทั้งหมด จุดแวะแรกของเรานอกเหนือจาก Starbucks ก็คือที่ Potrerillos lake และหมู่บ้าน Uspallata หลังจากนั้นก็เข้าไปที่ Aconcagua Park เดินเล่นถ่ายรูปกันนิดหน่อยก็กลับ เราไม่ได้เดิน hike เข้าไปเยอะ เพราะมันเป็นที่ราบ ยืนตรงไหนก็เห็นเขา ไม่ต้องเดินก็ได้             อีกวันเราไปไร่ไวน์ Bodega Piedra Negra ใน Uco Valley ไปทางใต้ 80km จาก Mendoza city เราไปตามหาไวน์ malbec ที่ดังหนักหนากันค่ะ จะเข้าไร่ไหนก็ต้องจองก่อนนะคะ ไม่สามารถ walk-in ไปทัวร์ได้  แล้วถ้าไม่จองทัวร์ ก็เข้าไร่ไม่ได้นะ มันมีตัวเลือกเยอะมากค่ะ ไร่ใหญ่ เล็ก organic เลือกตามใจได้เลย เราจอง last minute ได้ที่นี่ ก็เลยไป แล้วอีกอย่างเค้าลดราคาทัวร์ให้คนที่ไม่ดื่ม หลายๆที่ ถึงไม่ดื่ม ก็เก็บราคาเต็ม หลังจากลองไวน์ไปหลายตัว หลายราคา เราซื้อ Malbec 18ปี จากปี 2002 กลับมาด้วย 1ขวด ไวน์ราคาดีมาก vintage ราคา 5000 ARS หรือ €76 ปีนั้นเป็นปีที่ปลูกได้ดีที่สุดตั้งแต่ปี 1997 ถึงปัจจุบัน เลยนะ เสียดาย เปิดดื่มหมดไปแล้ว อร่อยด้วย น่าจะเอากลับมาหลายๆขวด…
    Central America/Caribbean
    July 25, 2020

    ไปจุดดำน้ำลึกดังก้องโลกกัน Into Belize’s Great Blue Hole

    40m จุดดำน้ำจุดนี้ลึก 40m เลยค่ะ เป็นระดับความลึกที่สุดที่ Advanced Open Water จะลงไปได้ Great Blue Hole เป็นหลุมลึก sinkhole กลางทะเล Caribbean กว้าง 318m ลึก 124m หลุมนี้อยู่กลาง Lighthouse reef ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Belize’s Barrier Reef อารมณ์ Great Barrier Reef ที่ Australia แต่เล็กกว่าหน่อย ไปยังไง How to get there? การที่จะไปถึงจุดดำน้ำนี้ไม่ใช่ง่ายๆ เราเริ่มจากการเดินทางออกจาก Panama สนามบินที่ Panama City เป็น hub ของสายการบิน Copa Airlines ที่เป็นสายการบินหลักในการเดินทางในอเมริกากลาง แล้วยังเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องสำหรับคนที่จะไปอเมริกาเหนือ/ใต้ และเกาะต่างๆในทะเลแคริบเบียนอีกด้วย พอถึง Belize City เราก็ต้องไปรอเปลี่ยนเครื่องเป็นเครื่องเล็กบินไป หมู่บ้าน San Pedro ที่ Ambergris Caye เรือไป Great Blue Hole จะออกจากหมู่บ้าน/เกาะต่างๆค่ะ ต้องเช็คดูดีๆ นอกจากนี้ยังมีสายการบินต่างๆที่บินตรงมาจาก USA อีกด้วย หรือจะมาจาก Cancun, Mexico ก็ได้นะ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน ที่ Belize สามารถใช้เงิน USD ได้เลยนะคะ เงินสกุลของ Belize เอง ค่าเงินอยู่ที่ 2 BZD = 1 USD พก $$$ ไปเยอะๆค่ะ                พักที่ไหน Where to Stay?  เลือกผิด ชีวิตเปลี่ยน ตอนที่เราเลือกที่พัก เราเลือกระหว่างที่ San Pedro กับที่ Caye Caulker แต่ Dive Shop ที่ Caye Caulker ไม่แน่ใจว่าจะออกเรือรึเปล่า เราเลยไปที่ San Pedro San Pedro มีลักษณะยาว ไปไหนมาไหนลำบาก เลือกนอนที่ไหนก็จะได้กินข้าวในนั้น ถ้าจะออกมาก็ใช้เวลานาน เวลาเรานั่ง speedboat เข้าเมืองมากินข้าว ก็จะประมาณ 40นาที คือนั่งหลับไปเลย ถ้าให้ไปใหม่ จะเลือก รร ใกล้ๆตัวเมือง ตอนแรกที่เลือกไกลเพราะคิดว่าหาดน่าจะสวยกว่า สงบกว่า แต่เอาจริง มันก็เหมือนๆ กันหมดแหละ แล้วเรามากันแค่ 3 คืน ไม่ได้ทำอะไรนอกจากดำน้ำเลย เราพักกันที่ Costa Blu ตอนจองคิดว่าไม่ไกล เพระแค่ 11กม จากตัวโมง ที่ไหนได้ นั่งรถเป็น ชม เลย ถ้าไปใหม่จะนอนที่ไหนก็ได้ ใกล้ๆหรือในหมู่บ้าน ตื่นมานั่งเรือไป dive shop ตอนเช้ามืดเป็นอะไรที่ทรมานมาก อีกอย่างถ้าพักในเมืองก็จะสามารถไปลองร้านอาหารต่างๆ cafe น่ารักๆได้…
    Central America/Caribbean
    July 12, 2020

    เที่ยวแคริบเบียน หาด flamingo ที่ Aruba และ เมืองสีๆที่ Curaçao

    2 เกาะนี้อยู่ติดๆกัน ที่จริงมี 3 เกาะ เรียกกันว่า ABC islands คือ Aruba, Bonaire, Curacao ทั้งสามเกาะใช้การบินเป็น main transport ตอนแรกคิดว่าน่าจะข้ามเรือกันง่ายๆ ที่ไหนได้ ไม่มีนะ มีแต่ขึ้นเครื่อง วันเลยไม่ลงตัว อดไป Bonaire เลย ไปยังไง How to get there? เราเริ่มจากบินเข้า Curacao จาก Colombia (https://traveldouble.co/2020/05/13/จากเมืองสีๆแห่ง-cartagena-สู่ป่า/) เครื่องบินตรงของสายการบิน Avianca จากไทยก็น่าจะมาเส้นนี้ได้ สายการบินนี้อยู่ใน Star Alliance หรือจะบินตรงเข้าจากยุโรปก็มีเครื่องนะ เพราะเป็นถิ่นเก่าของ Netherlands ทั้ง Curacao และ Aruba เป็นส่วนหนึ่งของ Dutch Caribbean ที่จริงพวกเกาะส่วนใหญ่ในทะเล caribbean จะมีเครื่องบินตรงมาจากนุโรปและอเมริกา บินง่ายกว่าเข้าจากอเมริกาใต้ นอกจากการบินแล้ว สามารถมากับเรือสำราญก็ได้ เราเห็นมีจอดแทบทุกวันเลย Curacao เราเข้าไปถึง Willemstad (เมืองหลวง) ตอนเย็นวันที่ 1 ปีใหม่พอดี ก็ว่าจะไปพักกันชิลๆ หลังจากลุยๆกันในป่าอเมซอนมา วันแรกก็ไม่มีอะไรมาก เข้าที่พักแล้วก็ไปหาข้าวเย็น แนะนำว่าให้จองร้านนะคะ ร้านดังๆมีไม่กี่ร้าน ที่นั่งไม่เยอะ ถ้ามีเรือสำราญ หรือ เรือทหาร มาจอด คือจบเลย คนเยอะมาก ร้านเต็ม พอทานเสร็จเราก็ไปเดินเล่นดูสะพาน Queen Emma Bridge เปิด เก๋ดี ไฟสวยด้วย มองไปเห็นตึกสีๆ ฝั่ง Otrobanda ที่เป็นเมืองเก่า ที่พักเราอยู่ฝั่ง Punda ฝั่งเดียวกับโรงแรมใหญ่ๆ แล้วศูนย์การค้า อย่างของ รร Renaissance ตัวสะพานนี้มีความน่าสนใจนะคะ เพราะเป็นสะพานลอยน้ำ เหมือนเอาสะพานตั้งอยู่บนเรือ แล้วเปิด/ปิดเป็นแนวนอน ไม่ได้เปิดขึ้น ตอนเปิดคนสามารถนั่งอยู่บนสะพานได้ด้วย แล้วถ้าใครอยากข้ามตอนสะพานเปิด เค้ามีเรือข้ามฝากจัดไว้ให้ เพราะกว่าเรือใหญ่จะผ่านไป นานอยู่เหมือนกัน วันที่ 2 เราตื่นสายกันสุดๆ คือหมดแรง หมดสภาพก็ว่าได้ แล้วอีกอย่าง Caribbean อากาศร้อนมาก กลางวันออกไม่ไหว รอบ่ายๆ มีลมเย็นค่อยออก วันนี้เรามีเพื่อนชาวเมกันมาหา เค้าจะมาเที่ยวด้วยจนเราบินไปอีกเกาะ นางแบกขนมและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาให้แหละ พอตกเย็นเราเลยขึ้นไปทานอาหารเย็น และดูพระอาทิตย์ตกกันที่ Fort Nassau อาหารเฉยๆ บรรยากาศดี    วันที่ 3 ตื่นมาเดินเที่ยวเล่นในเมืองเก่า เดินดูตึกสีๆ ถ่ายรูปเล่น แล้วก็ไปจัดการเรื่องเช่ารถของวันรุ่งขึ้น บ่ายๆ ก็นอนเล่นริมหาดที่ Renaissance hotel หาดเป็น man-made นะคะ หาดอยู่ฝั่งพระอาทิตย์ตกพอดี นั่งทำงาน ดูวิว จิบ margarita สบายๆ ค่ะ          วันที่ 4 เริ่มกันแต่เช้า (เช้าของเราก็เกือบ 11โมง) รับรถแล้วก็ลุยขับรอบเกาะ เริ่มกันที่หาด Playa Porto Mari บอกเลยว่าชอบที่นี่สุด มันดีมาก น้ำใสอย่างก็สระ คนไม่เยอะมากด้วย เราชอบที่นี่กันมากถึงขั้นขับรถกลับมาดูพระอาทิตย์ตก หาดต่อมาเราไป Kleine Knip อยู่ได้ไม่นานก็หนีร้อน ขับรถไปกินอาหารญี่ปุ่น อร่อยดีนะ อร่อยกว่าร้านอาหารฝรั่งที่เหลือที่ไป หลังจากทานเสร็จก็พักยกที่ รร เย็นๆ ออกไปดูพระอาทิตย์ตก แล้วก็กลับมานั่งดื่มไวน์แดงที่แบกมาจากไร่ที่ Mendoza, Argentina            …
    Back to top button