Expedition Everest 6 วัน Rapid Ascent + แผ่นดินไหว + ระเบิดที่ Kathmandu


#traveldoubleXebc
ทริปนี้วางแผนมา 4 ปี ตั้งแต่แผ่นดินไหวเมื่อปี 2015 ตอนนั้นจะไป everest base camp (ebc) ฝั่ง Tibet แต่เจอ earthquake เข้าไปเลยอดเลย หลังจากนั้นก็ตั้งใจไว้ว่า ยังไงก็ต้องไปให้ถึง Everest สักครั้งในชีวิต แล้วปีนี้ก็ได้ไป

เราจ้างไกด์ private นะคะ ยอมจ่ายเพิ่มดีกว่าไปกับกลุ่มใหญ่ ต้องมาเสียเวลาเดิน pace เดียวกับคนที่เดินช้าที่สุด แล้วยังต้องมาลุ้นว่าจะมีใครป่วยแล้วต้องลงเขารึป่าวอีก ไปสองคนดีกว่า ใครไม่มั่นใจในมิตรภาพ/ความสัมพันธ์อาจจะต้องคิดดีๆนะคะ กลับมาอาจจะเลิกคบกันได้ ถ้ารักกันไม่มากพอ 555+ มันลำบากอยู่นะ เราสองคนเป็นเพื่อนกันมา 19 ปี ไปกันมาเยอะแล้ว เลยแน่ใจว่าจะพากันรอด เขาอื่นก็ลากๆกันขึ้นไป ยังไงก็ come out stronger แน่นอน

เราอยู่เนปาล 15 วัน Kathmandu ก่อน/หลัง trek อย่างละ 2 คืน ไม่ว่าคุณจะเดินป่ากี่วัน ก็แนะให้มี 2 คืนก่อน/หลัง ไม่งั้นถ้าอากาศไม่ดีหรือป่วยอาจจะต้องเลื่อนตั๋วกลับ
Everest Expedition เรา 10 วัน บินเข้า Lukla วันที่ 1 ออกวันที่ 11 ถึง EBC วันที่ 6 เลยเป็นทริป rapid ascent ขึ้นแบบไม่มีการ acclimatize ก็จะเสี่ยงหน่อยๆ แต่เราก็มีแผนสำรองนะ ถ้าไม่ไหวสามารถเพิ่มวันเดินขึ้น แล้วก็ลดวันเดินลงได้ หรือถ้าสุดจริงๆ ก็เลื่อนวันออกจาก Lukla ก็จะเป็นทริปความยาวปกติเหมือนทัวร์ทั่วไปที่จัดเป็น 12-14 วัน

เตรียมร่างกาย getting fit
พัง! ไปเล่นสกีเมื่อเดือนมีนาคม แล้วดันเจ็บเข่า กว่าจะกลับมา cardio เบาๆได้ก็เมษา เราเล่น cardio แค่วันละ 1ชม อาทิตย์ละ 3-6 วัน ที่จริงควรจะเล่น 2-3 ชม ยังดีที่เราออกกำลังกายมาตลอด แล้วปกติก็เดินได้วันละ 20กม อยู่แล้ว เลยไม่กังวลมาก

เรื่องของความสูง ไม่มีใครรู้ว่าจะป่วยไหม แต่เพราะเคยไปทิเบต ขึ้น altitude ได้ถึง 4800m โดยไม่รู้สึกอะไร เลยคิดว่าครั้งนี้น่าจะโอเค บวกกับการไปเล่นสกีในยุโรป แล้วก็ปีนเขาต่างๆ เช่น Kinabalu, Rinjani ได้ เลยมั่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องไปได้ถึง 4800m ถึงตอนนั้นป่วยก็อัดยาเอา อีกแค่วันเดียว ยังไงก็ถึง base camp

เอาจริงๆ ที่กลัวกว่าความสูง ก็ความยากของเส้นทางนี่แหละ มันไม่ใช่ทางราบอะ ที่จะเดินกันง่ายๆ ทางทั้งหมดเป็นเขา ขึ้นๆลงๆไปเรื่อย เตรียมใจยังไงก็ไม่พร้อมหรอก ถึงวันไปก็ทำใจเอาละกัน ยังไงก็ถอยไม่ได้ (ต้องคิดแบบนี้ มันอยู่ที่ mentality เยอะมากๆ 555+)
ไปยังไง how to get there?
International flight
จาก กทม มี 2 สายการบินที่บินตรง ถ้าจากลอนดอนเราเลือกการบินไทยแล้วก็ Air India  
Domestic flight
ไกด์จองของ Sita Air ที่นั่นมีหลายสายการบินแหละ เรายังไงก็ได้ ขอแค่ออกจาก Kathmandu ก็พอ ช่วงที่ไปสนามบินปิดซ้อม runway บางสายการบินไปออกจาก Ramechap ต้องนั่งรถไป 4 ชม ออกจากในเมืองตั้งแต่ตี 3 คือไม่ไหวอะ เราบอกไกด์เลย คือยังไงก็ขอออกจาก KTM เวลาสายหน่อยก็ได้ แล้วค่อยปรับแผนการเดินสองวันแรกก็ได้

Kathmandu
แนะนำให้พักที่ Bodhi hotel อยู่กลาง Thamel ซึ่งเป็นย่านนักท่องเที่ยว รร ใหม่ สะอาด พนักงานดี อาหารเช้าอร่อย เดินไปไม่ไกลมีร้านอาหารไทย Wok up ราคาถูก แล้วก็รสจัดด้วย

อีกร้านที่แนะนำคือ Fire and Ice เป็นร้าน pizza ที่อร่อยที่สุดในเนปาล มีสาขาที่ Kolkata, India ด้วย อร่อยจริงๆนะ คราวก่อนมาเนปาลก็กิน ครั้งนี้ก็ไปทั้งขาไป/กลับ pastaเฉยๆ กาแฟเย็นดี ว่างๆก็ไปเดินเล่น นั่งเล่นชิลๆ ที่ Garden of Dreams มันเป็นสวนสไตล์ neo-classical มีร้านกาแฟด้วย เป็น sanctuary away from all the chaos จริงๆ เงียบ สงบ ตัดขาดจากความวุ่นวายข้างนอก ใครขาดของอะไรก็หาซื้อได้ใน Thamel ว่างเราก็เดินซื้อผ้า cashmere แล้วก็ครีม Himalaya
EBC Trek
Day 1: Lukla – Monjo
วันแรกบินแต่เช้าเลย เราออกจากโรงแรมในเมืองกันประมาณ 6 โมงตรง แล้วได้บินประมาณ 8 โมง บินไม่นานก็ถึงสนามบิน Tenzing-Hillary ที่ Lukla สนามบินนี่ติดท็อป 5 สนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก runway ก็สั้น อยู่บนเขาแล้วก็ต้องบินระหว่างช่องแคบภูเขา กว่าจะถึงสนุกสนานมาก >.< เครื่องเล็ก นั่งได้ไม่ถึง 20 คน ใครกลัวเครื่องบินก็เตรียมใจไว้ดีๆนะ นั่งสวดมนต์ไปเลย 555+
พอถึงไกด์ก็ให้เวลาพัก 15 นาที เข้าห้องน้ำ เตรียมของให้เรียบร้อย กระเป๋าเรามากันแบบน้ำหนักเกิน นี่ขนาดทิ้งของบางส่วนไว้ที่ รร นะ ยังต้องจ่ายเพิ่มเลย สายการบินให้น้ำหนัก 10โล ในกระเป๋าใหญ่ แล้วเป้ 5โล เราเกินกันคนละ 2-3โลได้ สงสารคนแบกอยู่เหมือนกัน แบกคนเดียวสองใบเลย แข็งแรงมาก
         
วันแรกเดินเบาๆ 4 ชม 14กม พักครึ่งทาง แวะกินเที่ยงก่อนที่จะเดินต่อไปนอนที่ Monjo เส้นทางยังไม่ยากมาก เพราะเดินลงเยอะเหมือนกัน แต่คิดดูดิ ขากลับต้องกลับทางนี้ไง แล้วมันจะกลายเป็นเดินขึ้น ตอนกลับหนักอยู่
อากาศตรงนี้ยังไม่หนาว ใส่เสื้อยืดตัวเดียวเดินได้ค่ะ แต่ต้องพก waterproof windbreaker กันไว้นะคะ กลางคืนอุณหภูมิลดลงเยอะเหมือนกัน เหลือ 10กว่า องศา ห้องพัก basic มีห้องน้ำแล้วก็น้ำร้อน สบายๆค่ะ เผื่อความสะอาดและสบายใจ เราเริ่มใช้ถุงนอนตั้งแต่วันแรกเลยค่ะ
Day 2: Monjo – Namche Bazar
วันที่ 2 เริ่มกัน 8โมงกว่า เดินรวดเดียว 4 ชม 10กม เดินขึ้นจาก 2855m ไปถึง 3440m ที่ Namche เหนื่อยมากเดินขึ้นไม่หยุดประมาณ 2 ชม ความชันระดับ (incline) 12 มีเดินข้าม 3 สะพาน หนึ่งในนั้นมีสะพานที่สูงที่สุดของเส้นทางด้วย ทุกๆครั้งที่เห็นสะพานจะแอบท้อเพราะต้องเดินลงไปที่สะพาน ข้าม แล้วก็เดินขึ้นเขาอีกลูก
ที่ Namche เราไม่ชอบที่พักเลย ถ้าไปใหม่จะยอมจ่ายแพง แล้วนอนดีๆไปเลย เพราะที่หมู่บ้านนี้มีตัวเลือกเยอะ ส่วนอาหาร มีร้านอาหารญี่ปุ่นอร่อยเลยอะ ข้าวก็เป็นข้าวญี่ปุ่น ฟินมาก มีร้านขนมหลายร้านด้วยนะ นั่งเล่นสบายๆเลยตอนบ่าย ใครลืมอะไรที่ namche จะเป็นจุดสุดท้ายที่หาซื้อได้
 คนที่ไปทริปยาวจะนอนที่นี่ 2 คืน เผื่อที่จะได้ปรับตัวกับความสูง แต่เราจะมุ่งหน้าขึ้นไปต่อเลยค่ะ พักปรับตัวครึ่งวันก็โอเคแล้ว ยังไม่ได้รู้สึกถึงความสูง รู้แค่ว่าเหนื่อยกับความชัน อากาศยังเหมือนเดิม ใส่เสื้อยืดเดินได้ เราใส่เป็นเสื้อในกีฬาแล้วก็เสื้อคลุมกันแดดบางๆ
Day 3: Namche – Tengboche
วันที่ 3 เป็นอีกวันที่เริ่มเดินประมาณ 8 โมง เดินทั้งหมด 5 ชม กว่า ระยะทาง 12 กม ขี้นไปถึงความสูง 3800m ทางเดินวันนี้ก็เรื่อยๆ เลาะเขามา วิวเริ่มสวยแล้ว เราชอบวันนี้นะ เห็น Ama Dablam แล้วก็เริ่มเห็น Everest ไกลๆ
   
ที่ Tengboche มีวัดทิเบตให้เที่ยวด้วยนะ เราไม่ได้เข้า ไม่อยากตื่นเช้า ไปวัดที่ทิเบตมาเยอะมากแล้วนั่งพักสบายๆดีกว่า
คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ได้อาบน้ำสำหรับขาขึ้น ห้องอาบน้ำอยู่ข้างนอก ต้องรีบอาบตอนไปถึงเลยเพราะอากาศเย็นลงเร็วมาก ตอนเย็นๆเหลือประมาณ 6°C หลังจากนี้เช็ดตัวยาวๆไป
ที่พักที่นี่ดีเลย อาหารอร่อยด้วย เพราะอากาศที่เย็นลง (กลางวันเราใส่เสื้อแขนยาวบางๆตัวเดียว) เราเริ่มใช้ sleeping bag liner เพิ่มความอุ่นแล้ว เขามีผ้าห่มให้ทุกที่นะ เราสองคน คนที่ขี่ร้อนแทบไม่ใช้ผ้าห่มเลย อีกคนแทบจะใส่เสื้อผ้า 3 ชั้น เข้าไปก่อน ถ้าใครเห็นก็จะงง เหมือนนอนอยู่คนละที่ 55+
Day 4: Tengboche – Dingboche
วันที่ 4 อากาศเริ่มเย็นแล้วเลยใส่เสื้อแขนยาวหนาหน่อยเดิน ของเราเป็นเสื้อที่ไว้ใส่วิ่งหน้าหนาว/เล่นสกี  ตัวเดียวอยู่ ถ้าพอลมแรงๆก็ใส่ windbreaker ทับ
12กม อีกแล้วจ้า นี่ตื่นมาไม่ปวดขาแล้วนะ เดินจนชิน วันนี้จะเป็นวันแรกที่เกิน 4000เมตร เราจะไปนอนกันที่ Dingboche ที่ความสูง 4440m อากาศกลางคืนเหลือ 0 องศา ล้างหน้า แปลงฟัน น้ำเย็นแบบน้ำแข็งเลย ต้องเริ่มทำใจเพราะจะเป็นแบบนี้ไปอีกหลายวัน มีแต่จะหนาวขึ้น

ที่พักก็เหมือนเดิม ที่เปลี่ยนไปคือไม่มีไฟฟ้าแล้ว ใช้เป็น solar power นอกจากนั้นแล้วก็ยังไม่มีสัญญาณมือถือแล้วด้วย เราเลยซื้อ wifi card กัน คืออยู่ไม่ได้จริงๆ ไม่มีเน็ตเนี่ย พวกเราเดินเร็ว บ่ายๆก็ว่างทุกวัน นั่งเล่นเน็ตยาวไป
ชีวิตมี routine มาก พอบ่ายถึงที่พัก พวกเราจะรีบอาบน้ำ/เช็ดตัวก่อนเลย แล้วก็ไปนั่งดื่มชา/น้ำเยอะๆ เล่นเน็ต รอกินข้าวเย็นตอน 6โมง ครึ่ง พอ 2ทุ่ม ไกด์จะมา brief เส้นทางวันรุ่งขึ้น 3ทุ่มเตรียมนอน 4ทุ่ม-6/7โมงเช้า เป็นเวลานอน เรื่องนอนเรื่องใหญ่นะ ต้องนอนให้ได้ ไกด์ห้ามพวกเรานอนกลางวันเด็ดขาด เดียวกลางคืนไม่หลับแล้วจะยุ่ง ป่วยแล้วจะลำบาก

วันที่ 3-4 เนี่ย เริ่มมีคนป่วยให้เห็นแล้ว และหลังจากนี่ก็เจอทุกวัน เป็นมากน้อย แล้วแต่คน บางคนก็ต้องเรียก ฮ มารับ หรือเดินลงอดไปต่อ เห็นแล้วก็สงสาร พวกเราโชคดีที่ไม่เป็นไร พอถึงวันนี้ได้กินอิ่ม นอนหลับทุกวัน (ไกด์จะดูว่ากินอาหารหมดทุกมื้อไหม) ไกด์ก็ happy สบายใจแล้ว บอกว่ารอดแล้ว เราเลยกลายเป็นเด็กสมบูรณ์ 2 คนบนเขา กินเยอะมาก บางวันก็สั่งอาหารมาเพิ่มตอนบ่าย

Day 5: Dingboche – Lobuche
วันที่ 5 อากาศเย็นขึ้น ใส่แขนยาว + windbreaker แล้วก็ต้องใส่ beanie ข้างในหมวกกันแดดอีกที หูจะได้ไม่เย็น ระยะทาง 10 กม ใช้เวลา 3.5ชม ไต่ระดับไปนอนที่ 4950m เส้นทางเดินหลังพักเที่ยงโหดอยู่ เป็นเนินหินชันๆ ไม่สนุกอะ บอกเลย ท้อมาก





เริ่มรู้สึกถึงความสูงแล้วนะ เดินช้าลง เหนื่อยง่ายขึ้น รู้สึกเหมือนวิ่งตลอดเวลา เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ยังไหว แต่พอหยุด แล้วเดินต่อเนี่ยเหนื่อยมาก เพราะหัวใจต้องเริ่มทำงานหนักใหม่




คืนนี้เป็นคืนแรกที่เริ่มนอนไม่ได้ พวกเราพลาดมาก guideบอกให้เปิดหน้าต่าง แต่เราเปิดนิดเดียวกลัวหนาว เป็นไงละจะตายทั้งคู่ตอนกลางคืน หายใจไม่ออก เหมือนอากาศจะหมด พอเปิดหน้าต่างถึงนอนได้ 555+




Day 6: Lobuche – EBC – Gorakshep
วันที่ 6 เป็น D-Day ของพวกเรา เริ่มเดินกันตั้งแต่ 8 โมง เดินทั้งหมดจาก Lobuche – Gorakshep – EBC – Gorakshep ระยะทาง 15km เราใช้เวลากัน 6ชม น้อยกว่า average ไป 2 ชม ถือว่าร่างกายฟิตใช้ได้ เราเอาที่วัด oxygen ในเลือดไป พวกเราปรับตัวได้ ไม่มีปัญหา



เราพักกินเที่ยงกันที่ๆพักตรง Gorakshep 5190m เอาของออกจากเป้ เหลือแต่ของสำคัญ เอาน้ำหนักออกให้เยอะที่สุดแล้วก็เดินขึ้นต่อไป ที่ Everest Base Camp 5364m กว่าจะถึงก็โหดนะ ความรู้สึกแบบอะไรเนี่ยไม่ถึงสักที ยิ่งพอเริ่มเห็น tent ยิ่งท้อ เหลืออีกไกลมาก แต่ก็ต้องก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป

ไกด์กับลูกหาบเดินชิวมาก เดินเอามือไขว้หลัง ถือถุงขนมกับชานมไปให้พวกเรา เราสองคนนี้เดินหอบไปตลอด ความรู้สึกเหมือนวิ่งอยู่ตลอด พอถึงก็ดีใจนะ แต่ก็อย่างที่รู้วิวไม่ได้สวยอะไร แค่เป็น destination ที่ต้องไปให้ถึงมากกว่า

พวกเราภูมิใจที่ทำสำเร็จ หลังจากนั่งพัก กินขนม ถ่ายรูปเสร็จ ก็เริ่มเดินกลับลงมาที่ Gorakshep เดินอยู่ดีๆ อากาศก็เปลี่ยน เห้ยยหิมะตก! ลมแรงมาก กว่าจะถึงที่พักร่างพัง หนาวหมดสภาพเลย 555+

ที่พักที่นี้ ไม่ต้องพูดถึง basic สุดๆ มีห้องน้ำให้เข้าก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังดีที่อุ่น อากาศข้างนอกติดลบนะ คืนนี้แอบปวดหัวนิดๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก นอนได้ประมาณ 4 ชม ที่เหลือหลับๆตื่นๆ



ที่จริงพรุ่งนี้ ต้องตื่นเช้าเกินขึ้นไปดูวิวที่ Kala Patthar แต่เราไม่ไหว + ง่วง + ไม่อยากเดิน เลยเหลือแค่อีกคนที่ออกไป แต่ออกไปไม่ถึง 1 ชม ก็กลับมา ยอมแพ้เหมือนกัน คือขี้เกียจเดินแล้วไง ถึงเป้าหมายแล้ว ไม่อยากเดินเพิ่มแล้ว




Day 7: Gorakshep – Pheriche
วันที่ 7 เป็นวันแรกของการเริ่มเดินลง ไกลแค่ไหนคือใกล้ 555+ เดินกลับอีก 3 วันเลยจ้าา วันนี้หน้าพังมาก เจอลมเต็มๆ ไป 3 ชม พอลงมาตำ่กว่า 4900m นี่สบายเลย เดินคุยกันเสียงดังลั่นเขา ความหอบหายไปหมด




เดินลงจาก 5100m ไปอยู่ที่ Pheriche ที่ 4200m ทางสวยนะ แต่เพราะเป็นที่โล่งระหว่างเขา ลมเลยแรงมากๆ ระยะทาง 13 กม ใช้เวลา 4 ชม เร็วกว่า average 1 ชม



ที่พักที่ Pheriche ก็ปกติ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ไม่มีห้องน้ำในตัว มีวิวเห็นที่จอด ฮ เลยได้ดูก็ข้นส่งคนและของลงจาก EBC โชคดีของเราที่มีทีมปีนเขาลงมาพอดี ฮ บินขึ้นลงทุก 10 กว่านาทีเลย พอเอาคนลงมาหมด คณะเขาก็แยกย้าย ฝรั่งนั่ง ฮ กลับ พนักงานที่เหลือต่างคนต่างเดินกลับบ้านตัวเอง เสร็จงานกันแบบง่ายๆงี้เลย >.<


Day 8: Pheriche – Kangjuma
วันที่ 8 สุดแสนจะทรมาน ไม่ถึงสักที เดินลงยากกว่าขึ้นอีก เข่าจะหลุด ลื่นกันไม่รู้กี่รอบ ดียังไม่คว่ำ วันนี้เป็นวันที่ยาวที่สุด เดินทั้งหมด 16.5กม เวลา 5.5ชม อากาศที่ร้อนขึ้นไม่ได้ช่วยให้เดินง่ายขึ้นเลย



กว่าจะถึงที่พักก็หมดแรง อยากกลับบ้านแล้ว ดีที่พักใหม่ แล้วก็ดีด้วย อาหารอร่อย เสียดายที่อาบน้ำในห้องนอนยังอาบไม่ได้ แล้วก็หม้อต้มน้ำร้อนตรงห้องอาบน้ำข้างนอกก็พัง เลยไม่ได้อาบอีกหนึ่งวัน เช็ดตัววนไป T_T


เจ้าของที่พักเท่มาก เคยขึ้น Everest สองครั้ง ดูทรงตอนนี้ดูไม่น่าปีนไหวแล้ว ลุงมีพุงแล้ว แต่ตอนหนุ่มๆคงฟิตหน้าดู เห็นบอกนอกจาก Everest ก็ไปมาแล้วก็หลายเขา มาเที่ยวที่โหดๆ แบบนี้ดีนะ ได้เจอคนเยอะดี สุดๆกับชีวิตทั้งนั้นเลย เจอคน South African คนหนึ่งมาวิ่ง marathon เขาเคยขึ้นครบทั้ง 7 summits แล้ว



Day 9: Kangjuma – Monjo
วันที่ 9 เป็นวันที่เบาที่สุด เริ่มเดินกันก็ 9 โมงเช้าแล้ว เดินแค่ 1 ชม (พวกเราเดินเร็วกว่า average) ก็ถึง Namche ไกด์แซวว่ารีบเดินเพื่อกาแฟเย็น 555+ ก็จริงนะ อยากกินขนมด้วย เดินเร็วก็มีเวลานั่งเล่นที่ Namche นาน


ระหว่างที่เราพักกันอยู่ที่ Namche Bakery ก็มีแผ่นดินไหวจ้า งงเลย นั่งมองหน้ากันงง คือทั้งคู่นึกว่ามี ฮอ ตก เพราะได้ยินเสียงดังมาก นึกว่าตึกใส่หัว รู้ตัวอีกทีก็วิ่งตามไกด์ออกมานอกร้านกันแล้ว 555+ ตกใจกันหมด พอหายช็อคก็ขำเพราะทุกคนหน้าตื่นมาก หลังจากหายตกใจก็ไปกินเที่ยงที่ร้าน Tomodachi ก่อนจะเดินอีก 2 ชม ไปที่ Monjo



ระยะทาง 11.5กม เดิน 3 ชม ที่พักนอนที่เดียวกับคืนแรก ดีเหมือนเดิม ชอบที่มีห้องน้ำในตัว มีน้ำร้อน ในที่สุดก็ได้อาบน้ำจริงๆสักที หลังจากที่ไม่ได้อาบมา 6 วัน

Day 10: Monjo – Lukla
วันสุดท้ายแล้ว ในที่สุด วันนี้เดินแค่ 3.5ชม ระยะทาง 13.7กม เส้นทางเดินขึ้นเยอะมาก เหนื่อยสุด ร่างกายไม่อยากเดินแล้ว กว่าจะถึง Lukla จะเป็นจะตายเอาเหมือนกัน อากาศร้อนขึ้นเยอะ แล้วก็อบๆด้วย เราไม่ถูกกับความร้อนเท่าไหร่ บ่นตลอดทาง แทบจะใส่แค่เสื้อในเดินอยู่แล้ว มันร้อนเกินไปมาก 20 กว่า องสาเนี่ย ยิ่งเพิ่งเดินลงมาจากเขาที่เย็นมาก เจอ 20° ก็จะไม่ไหวเหมือนกัน


บางทีก็ไม่อยากเชื่อนะ 130กม 10 วัน พวกเราทำได้ ไม่ป่วย ไม่บาดเจ็บ บอกเลยว่าเป็นการทดสอบ mental strength มากกว่า physical ที่จริงสามารถเดินได้ภายใน 9 วันนะ แล้วบิน ออกเช้าวันที่ 10 แต่มันจะเป็นการเดินกลับที่ยาวมากๆ ทั้ง 3 วัน เราว่าแบบนี้ดีแล้ว

ที่เซ็งคือไม่มีเครื่องออกบ่ายวันที่ 10 ไม่งั้นได้ออกเลย ไม่ต้องนอนที่ Lukla ที่พักไม่โอเค ห้องน้ำไม่ดี เราเลยไม่อาบกัน ไว้ไปอาบที่ Kathmandu เลย ชินกับการเช็ดตัว 555+


ยังดีที่อาหารที่ๆพักอร่อย french fries ดีมาก pizza ก็อร่อย ไกด์น่ารักมากแอบไปเตรียมเค้กมาให้ มา surprise แสดงความยินดีที่เดินสำเร็จ ลูกหาบเอาเสื้อยืด ที่มีแผนที่เส้นทางการเดินมาให้ ทุกคนน่ารักมากจริงๆ ทริปนี้ประทับใจทุกอย่าง ทั้งวิว ทั้งคน ไม่มีใครทำให้อารมณ์เสีย ดูแลดีมากๆ service ดีสุดๆ ทุกที่เลย ถ้าไม่ได้ไกด์ ลูกหาบ(porter) พนักงานตามที่พัก พวกเราคงไม่รอดแบบสบายๆ ขนาดนี้ อยากจะจ้างไกด์ กลับมาเป็นพี่เลี้ยงที่ไทยเลย ดูแลระดับ butler เลย 555+



แอบเศร้าอยู่เหมือนกันตอนที่บินออกมา เหมือนกำลังต้องจากครอบครัว แล้วก็โลกอีกใบ ที่อยู่แบบไม่มีกังวล

ระเบิด!! Political Unrest
โชคไม่ดีเลย นอกจากจะต้องบินลงที่ Ramechap แล้วยังติดที่สนามบินบ้านนอกอีกเกือบ 2 ชม ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย ใน Kathmandu มีระเบิดกัน 3 ลูก แล้วยังปิดถนนกันอีก คือคนอื่นเดือดร้อนไหมละ พอถนนปิด รถตู้ที่จะมารับก็มาไม่ได้ แล้วรถที่มีอยู่ก็ต้องรอ เพราะสายการบินไม่อยากให้วิ่งไปคันเดียว ไปเป็นขบวนดีกว่า

เราบอกไกด์เลย ว่าเรียก ฮอ มารับหน่อย มีฝรั่งอีก 2 คนก็จะไปเหมือนกัน หารกันได้ คือถึงจุดที่ไม่สนแล้ว เห็นตอนแรกบอกคนละเกือบ 2 หมื่นบาท พวกเราก็โอเค รับได้ ดีกว่าต้องมานั่งรอ ร้อนๆไม่มีกำหนด แต่ดันไม่มีเครื่องว่างมารับ แล้วพอโทรไปอีกที อัพราคาเท่านึงจ้า โหดเกินเลย นั่งรอรถออกก็ได้

วันนั้นกว่าจะถึง Kathmandu ก็ 4 โมงเย็น ดีนะมีแวะให้พักกินเที่ยง ไม่งั้นผู้โดยสาร ด่ากระจายแน่ๆ เอาเป็นว่าเป็นการจบทริปแบบเหนื่อยๆ ดีที่ไม่บินออกวันรุ่งขึ้นเลย มีเวลานอนพัก อีกคืนก่อนจะแยกย้าย

Food
เหมือนกันทั้งภูเขานะ menu เดิม บางร้านอาจจะมีอะไรเพิ่มมาอย่าง 2 อย่าง ที่จริงเราก็กินไม่ซ้ำนะ แต่ก็เบื่ออยู่ดี ยังดีที่เขากินเผ็ด ขอพริกได้ทุกมื้อ แล้วก็มีผักดองด้วย ปกตินักท่องเที่ยวไม่ได้กินหรอก แต่ไกด์เราเอาออกมาให้ เป็นของที่พวกเขากินกัน ผักดองเหมือนกิมจิเลย แล้วก็พริกจีนๆ

อาหารเช้ามีไข่ oat porridge หรือ pancake ส่วนมากเรากินไม่ไข่ ก็ porridge กับทูน่าหยองที่เอาไป แล้วก็มีชาแขก masala chai ทุกเช้า เราเอา protein shake ไปด้วยช่วยได้เยอะ เพราะเราไม่กินสัตว์บก จะไข่วันละ 3 มื้อก็ไม่ไหว ทูน่าตลอดก็คงเบื่อตาย

มื้อเที่ยงเน้นกินแป้ง เส้นๆ ไม่งั้นก็ข้าวผัด หรือ sandwich/tuna pizza บางวันก็ korean shin ramnyun พอเย็น ถ้าวันไหนไม่หิวก็ซุปกับขนมปัง ส่วนมากคนนึงจะกินเมนูไก่ แล้วอีกคนจะเป็นข้าวกับผัก momo (เกี๊ยว) ทอดก็อร่อยนะ แต่ต้องสั่งว่าทอดนะ คนที่นั่นทำของทอดอร่อย ไม่อมน้ำมัน

ขนมอร่อย ไม่ apple pie ก็ chocolate ทอด เขาเอาพวก mars/snickers ไปชุปแป้งทอด ฟินมาก อ้วนมากบอกเลย ใครคิดว่ามาแล้วน้ำหนักจะลง ถ้าไม่ป่วย แล้วกินได้วันละ 3 มื้ออย่างพวกเรา มันไม่ลงนะคะ ไม่ขึ้นก็ดีแค่ไหนแล้ว

น้ำเปล่าเราซื้อขวดเอา ถึงจะไม่ eco-friendly เพราะเป็นขวด plastic แต่ก็ไม่ท้องเสีย ปลอดภัยดี วันนึง 2 ขวดต่อคน ราคาอาหาร/น้ำจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความสูง

เอาอะไรไปบ้าง Packing list
แค่ที่ใช้บนเขานะ ในเมืองตามสบายเลย ตามนี้จะใช้ได้ประมาณช่วงเดือน 3-5 และ 9-11 นะคะ ที่บอกสำหรับ 10 วันนะคะ

ยา/แพ้ความสูง Medicine + AMS
Diamox เอาไปแต่ไม่ได้กินนะ เผื่อๆไว้ ไม่ไหวจริงๆค่อยอัดยา Dexa เราก็เอาไป 4 เม็ด สำหรับน้ำในสมอง/ปอด ยาสามัญเราติดไปครบ plasters ติดไปเยอะๆ แนะนำให้ลองใช้รองเท้าก่อนไป ของเราโอเคเลยเดิน 10 วันไม่ได้แผล อย่าลืมตัดเล็บสั้นทั้งหมดนะคะ เอายานวดไปด้วยนะ

Altitude sickness ใครเป็นก็ได้ ไม่ว่าจะฟิตหรือไม่ก็ตาม เราไปรู้สึกกันก็ 5000m แล้ว ยังดีที่มีแค่อาการปวดหัว กินพาราก็หาย บางคนถ้าเป็นหนักก็ต้องเดินลง หนักมากๆก็นั่ง ฮ กลับ ใจสู้ไว้นะคะ คิดบวก ต้องคิดว่าจะไม่เป็นไร ยังไงก็ไปถึงแล้วจะไปถึงค่ะ แล้วคุณจะทึ่งกับร่างกายของคุณ เราก็ไม่คิดว่าจะแข็งแรงขนาดนี้ จิตแข็งกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เอาจริงๆก็ท้อนะ เท้าก้าวไปข้างหน้า เดินแบบ auto-pilot ตั้งแต่วันที่ 3 ตื่นมาขาก็ไม่ปวดแล้ว เดินไปเรื่อยๆ ใช้ความพยายาม ความอดทน ใจล้วนๆเลยค่ะ

ใครมีเวลาเยอะหน่อย/กลัวปรับตัวกับที่สูงไม่ได้ก็ไปแบบ 12-14 วันก็ได้จะมี acclimatization days แต่เราคิดว่าเป็นการเปลืองพลังงาน แล้วทำให้ทริปนานขึ้นก็เหนื่อยขึ้น ถ้าให้เราไปใหม่ 9 วัน บินออกวันที่ 10 กำลังดี ถ้าใครไหวก็ 8 วัน เดินกลับแค่ 3 วัน แต่อย่าลืมนะคะ ถ้าไม่เผื่อวัน แล้วป่วย จบเลยนะ ไปไม่ถึง EBC นะคะ คิดดีๆ ว่าคุ้มไหม ถ้าจะประหยัดงบ/วัน ไกด์เราก็ไม่ยอมไปนะ เขากลัวไปไม่ถึง จริงๆแล้วของทริปเราไกด์ลุ้นจนวันที่ 4 เขาบอกดูทรงแล้วไม่แน่ใจว่าคุณหนู 2 คนจะไหว ที่ไหนได้ทำนางอึ้ง เดินภายในเวลา average ไม่งั้นก็เร็วกว่าเป็น ชม ตลอด

สื่อสารกับโลกภายนอก Staying connected
Simcard Ncell 5GB ก็พอค่ะ ซื้อที่สนามบินได้เลย มีสัญญาณจนถึง Tengboche
Wifi card ของ EverestLink ใช้ได้เกือบทุกที่พักและร้านอาหาร เราซื้อ 10GB ที่ Dingboche ราคา 2000rupee ถ้าหาซื้อได้ตั้งแต่ Namche Bazaar น่าจะถูกกว่า

Money
เงิน nepali rupee ค่าเงินประมาณ 110 = $1 คิดง่ายๆก็ 100 rupee = 30 บาท

เราแลกเงินใน Thamel ไม่ได้แลกที่สนามบินเลย รถโรงแรมมารับ ตอนซื้อซิมที่สนามบินก็ใช้ USD ค่าไกด์ทั้งตอนโอนมัดจำและจ่ายที่เหลือก็เป็น USD ทั้งหมด ค่า tip ไกด์ $100 และลูกหาบ $50 เราก็ให้เป็น $ อันนี้คือค่า tip สำหรับไป 2 คนนะคะ เค้าดูแลพวกเราดีมากจริงๆ แอบรู้สึกว่าให้น้อยไปด้วยซ้ำ

ค่าใช้จ่ายบนเขา (อาหาร + อาบน้ำ + charge ไฟ) ประมาณ $20 – $30 ต่อวัน/คน ใครกิน/ใช้อะไรก็จ่ายตามนั้น แฟร์ดี ไม่รวมในค่า trekking tour ใครสนใจไปกับไกด์เรา หลังไมค์มาได้บน Facebook นะคะ เรารับจัด private ทริปค่ะ

ค่าที่พักใน Thamel ประมาณ $35 ต่อห้อง/คืน จ่ายเป็น $ ได้ ค่าอาหาร/เที่ยวใน Kathmandu ก็แล้วแต่เลยค่ะ เราใช้กันน่าจะ $50 ต่อวัน ซื้อของนี่ไม่เกี่ยวนะ

ฝากติดตามการเดินทาง
เดือนหน้าไปไหนดีนะ กลับไปเที่ยวตะวันออกกลางกันดีกว่า pantip ลงเดือนละครั้งนะคะ ยังไงก็ฝากตามเพจบนเฟสด้วยน้า ลงทุกอาทิตย์เลย รูปเยอะด้วย =] https://www.facebook.com/traveldouble และ https://atomic-temporary-132955911.wpcomstaging.com ด้วยค่ะ ใครอยากไปเที่ยวไหนติดต่อมาได้นะคะ

ไปเที่ยวกับเรา // Other posts on Blue Planet
นอนบนหลังคารถ Namibia: https://traveldoubleco.wordpress.com/2017/08/02/roadtrip-รอบนามิเบีย-นอน-rooftop-tent/
ขับรถเที่ยว Iceland: https://traveldoubleco.wordpress.com/product/ขับรถเที่ยว-iceland-ใน-7-วัน-itinerary-thai-ver/
ลุยเดี่ยว Cuba: https://traveldoubleco.wordpress.com/2018/05/04/solo-travel-in-cuba-แม่-ญ-คนเดียวก็ย้อนเว/
ห้องอาหารใต้น้ำMaldives: https://traveldoubleco.wordpress.com/2018/02/12/maldives-hurawalhi-resort-5-8-ห้องอาหารใต้น้ำ/
งบน้อย ส่องสัตว์ Kenya: https://traveldoubleco.wordpress.com/2017/11/12/ลุย-kenya-5-วัน-แบบงบสบายกระเป๋/
ดินแดนหมีขาว Svalbard: https://traveldoubleco.wordpress.com/2017/09/20/พาตลุยดินแดนหมีขาว-แห่ง/
Tibet: https://traveldoubleco.wordpress.com/2018/05/11/ตามหาชัมบาลา-shambhala-แต่อยู่ๆ/
Tanzania: https://traveldoubleco.wordpress.com/2019/02/19/zanzibar-serengeti-kilimanjaro/
India: https://traveldoubleco.wordpress.com/2019/03/24/เป็นเจ้าหญิง-rajasthan/
Tasmania: https://pantip.com/topic/38932374

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s