South AmericaTravel
Trending

ประท้วง ปิดถนนทั่ว Bolivia แต่ก็ยังเที่ยวได้นะ สวยและควรไปมากด้วย


Bolivia เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เราจะลุยไปในการเดินทางในอเมริกาใต้ เราเริ่มการเดินทางโดยบินตรงจากลอนดอนเข้า Buenos Aires, Argentina แล้วบินต่อในทวีปไปเที่ยวเปรู ก่อนจะบินจาก Cusco, Peru เข้าเมืองหลวงของโบลีเวียซึ่งก็คือ La Paz (ลาปาซ) เมืองหลวงที่มีความสูง 3,640 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถือว่าเป็นเมืองหลวงที่สูงที่สุดในโลก ไม่นับลาซาที่ทิเบตที่มีความสูงกว่าเพราะทิเบตเป็นของประเทศจีน เลยไม่ถูกนับเป็นประเทศนะคะ

La Paz
สถานการณ์ใน La Paz ไม่ดีเท่าไหร่ มีการประท้วงที่สนามบินเป็นบางวัน แล้วก็ปิดถนน มีการชุมนุมกันทั่วเมือง เริ่มจาก square ตรงกลางเมืองที่ไม่ห่างจากที่พักที่ Selina La Paz มากนัก

เราจองรถรับส่งสนามบินกับที่ Selina เลย ราคา BOB 100 ต่อคัน สะดวก + สบายใจกว่าไปหารถตอนไปถึง เราห่วงเรืองความปลอดภัยที่สุด เพราะที่ Bolivia ขึ้นชื่อเรื่อง “express kidnapping” มันคือการจี้/ลักพาตัวไปกดเงินจากตู้ ATM หลายๆ ตู้ แล้วมันเกิดขึ้นง่ายที่สุดจากสนามบินเวลาคนขึ้นรถเถื่อน เราเลยไม่เสี่ยงดีกว่า คือจะไม่เสี่ยงกับอะไรทั้งนั้นอะ จ่ายเพิ่มไปหน่อยดีกว่า ชีวิตพวกเราแพงนะ (โดนจับไป ไม่มีเงินหรอก 555+)

Selina La Paz เป็น hostel ที่มีห้อง private en-suite เราจองแบบนั้น ไม่ชอบใช้ห้องน้ำรวม ที่พักมีร้านอาหาร อร่อยค่ะ เรากินไป 3 มื้อ เพราะออกไปไหนไม่ได้ ติดประท้วง ยิ่งมื้อเย็นนะ ไม่ต้องคิดออกไปเลย รร ปิดประตูล็อคหมด ข้างนอกมีการเผายาง เดินขบวนกันจริงจัง

เสียดายมากที่ไม่สามารถออกไปเดินเล่นได้ เมืองเค้าน่ารักนะคะ เก่าๆ แต่ก็มีสีสัน น่าเดินเล่นถ่ายรูปมาก อีกอย่างที่ชอบมากคือระบบขนส่งมวลชน แทนที่จะมีรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน เค้ามี Gondola แทนค่ะ เป็นระบบ cable car ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เราได้มีโอกาสนั่งเพราะติดประท้วงนี่แหละ รถติดขับผ่านเมืองไปไม่ได้ เลยต้องลงเดินผ่านคนประท้วงเร็วๆงงๆแล้วไปขึ้นกระเช้าแทน 555+ เป็นการเดินทางในเมืองที่แปลกดี ลุ้นๆไปเพราะก็ได้ยินเสียงประทัดตลอดเวลา 555+

Lake Titicaca
เรามีเวลาหนึ่งวันก่อนที่จะบินต่อไป Uyuni Salt Flat เลยใช้วันนี้ day trip ไปทะเลสาบ Titicaca ซึ่งอยู่ที่ความสูง 3810m อยู่ระหว่างประเทศเปรู แล้วก็โบลิเวีย ชายแดนทางน้ำข้ามไม่ได้นะคะ เค้ากลัวการขนยา ถ้าเรือข้ามไปก็จะโดนจำไปทำลายเรือ เพื่อหาของกลาง

    

ที่จริงโปรแกรมต้องเริ่ม 8 โมงเช้า เสร็จสี่ทุ่ม แต่เราบอกไกด์ขอกลับเร็ว อยากถึงที่พักก่อนมืด ไม่อยากติดอยู่บนถนนตอนกลางคืนประท้วงด้วยอันตราย ก็เลยต้องปรับเปลี่ยนโปรแกรมไปแค่จุดใกล้ๆ แล้วก็เกาะเล็กๆ เราไม่ได้ไป copacabana + Isla de Sol นะคะ ไม่ได้อยู่ดูพระอาทิตย์ตก แต่ก็ดีใจนะ ที่ไม่ได้ไปหาด copacabana นักท่องเที่ยวเยอะ แล้วก็ดูวุ่นวาย เราไปนั่งเรือ reed boat แทน มันเป็นเรือที่ทำจาก totora reed แล้วนิยมใช้กันในสมัยก่อน

เรานั่งเรือเล่นถ่ายรูปกันประมานครึ่ง ชม แล้วก็เปลี่ยนเป็นเรือปกติเพื่อจะได้ไปเกาะต่างๆ ถ้านั่ง reed boat ไป มันต้องใช้เวลามากกว่า แล้วก็แพงกว่าด้วย สองเกาะที่เราไปแทบจะไม่มีคนเลยค่ะ น่าเสียดายที่นักท่องเที่ยวไม่มากัน วิวดีมาก million dollar view จริงๆ น่าเปิดร้านกาแฟชิลๆมาก


หลังจากเดินเล่น ชมเกาะ แล้วก็ museum แล้ว เรือก็ไปส่งเราที่ร้านอาหาร วันนี้ได้กินปลา trout สดๆ จากทะเลสาบเลยค่ะ เค้าเอาไปทอดแล้วก็ราดซอสกระเทียม บีบมะนาวเพิ่มก็อร่อยแล้ว มีพริกให้ด้วยนะคะ แต่สู้น้ำจิ้ม seafood บ้านเราไม่ได้ กินเสร็จเราก็นั่งรถ tourist บัส กลับเข้าเมือง เราแนะนำให้มากับไกด์นะคะ สะดวกกว่าเยอะ เค้าโทรไปบอกรถให้มารับที่ร้านเลย ไม่งั้นปกติจะไม่จอดนะคะ

Uyuni
เราบินไปนอนที่หมู่บ้านนี้ก่อนออก road trip หนึ่งวัน เราจองตั๋วเครื่องบินช้า ไม่งั้นบินลงบ่าย จะสบายกว่า เพราะที่เมืองนี้ไม่มีอะไรทำเลย ไกด์เรามารับเช้า พาเข้าเมืองไปซื้อขนม แล้วก็กดเงิน ในทะเลเกลือ Uyuni Salt Flat แล้วก็ Eduardo Avaroa Nature Reserve รับแต่เงินสดนะคะ

         

โปรแกรมเราทั้งหมดสามวัน ออกจาก Uyuni แวะสุสานรถไฟ ก่อนที่จะออกไป salt flat เดือนที่เราไปอยู่ระหว่างฤดู เลยได้รูปแบบมีน้ำหน่อยๆ แล้วก็แห้งๆ ถ้าใครอยากได้รูปสะท้อนต้องมาเดือนมีนา เมษา นะคะ แต่ก็จะอดขับไปเที่ยว ทะเลสาบอื่นๆต่อ ก็ต้องเลือกเอา ว่าอยากได้รูปอะไร แล้วใครชอบดูดาวก็ต้องมาให้ตรงวันนะ เราไปตอนลอยกระทง พระจันทร์เต็มๆ ไม่เห็นดาวเลยจ้า T_T

           

คืนแรกพักที่ salt hotel มีน้ำร้อนแล้วก็ไฟฟ้าตามปกติ วันที่สอง เราไป Eduardo Avaroa Park ไปถ่ายรูปนก flamingo ที่มาอยู่ที่ทะเลสาบ Hedionda สวยมาก เหนือคำบรรยายเลยค่ะ ฟินสุดๆ ชอบทะเลสาบๆ สีๆ ของที่นี่มาก มันเป็น altiplano lagoons ยิ่ง Laguna Colorada หรือทะเลสาบแดงนะ สวยตายไปเลย แต่ทุกที่ลมแรงมากนะคะ อากาศเย็น ถ่ายรูปได้ไม่นาน จะปลิวค่ะ 555+

      
   

เรามีแวะถ่ายรูปภูเขาไฟ แล้วก็สัตว์ต่างๆ ในทะเลทราย Siloli ด้วย ก่อนที่จะเข้าที่พัก คืนนี้ที่พักไม่มีไฟฟ้า ใช้เครื่องปั่นไฟเอา วันนึง charge ได้แค่ 2 ชม 3ทุ่มดับไฟ ต้องนอนอย่างเดียว


      

วันที่ 3 ตื่นตั้งแต่ตี 4 แล้วอีกออกจากที่พักตี4ครึ่ง ตั้งแต่มายังไม่ได้นอนตื่นสายเลย ก่อน 6 โทงทุกวัน เช้านี้ต้องออกเร็วเพราะจะต้องไปให้ถึงชายแดน Bolivia – Chile ให้ทันรถรอบ 9 โมง เรามีเที่ยว geyser ภูเขาไฟก่อน แล้วก็ทะเลสาบเขียว กับ ขาว เราชอบทะเลสาบขาวนะ มัน surreal มาก อย่างกับภาพวาดจริงๆ ทะเลทราย Salvador Dali ก็เหมือนกัน

  

ข้ามชายแดน Border crossing Bolivia – Chile
ปกติถ้าให้เลือกจะบินข้ามประเทศเอา ไม่นิยมนั่งรถข้าม มันเสียเวลา แล้วก็เหนื่อยกว่า แต่คราวนี้มันเป็น route ปกติในการเดินทาง เราเลยนั่งบัสข้ามด่าน Hito Cajones มา San Pedro de Atacama
     
เสียเวลาข้ามพอสมควร เพราะที่ Chile เข้าตรวจกระเป๋าทุกใบ ต้องรื้อของเปิดออกมาหมดเลย เล็ก ใหญ่ เปิดหมด นั่นหมายความว่าทุกคน ต้องเอาทุกอย่างลงจากรถ งานช้างมากค่ะ เล่นเอาเหนื่อยเลย

พอถึง San Pedro เราต้องต่อรถบัสไป Calama เราแนะนำให้ซื้อมาก่อน เราโชคดีมาซื้อทัน เลยนั่งรอรถแค่ 1 ชม แต่คนไทยที่เจอกันซื้อหลังเราต้องรอ 6 ชมเลย จาก San Pedro ไป Calama ใช้เวลา 1.5 ชม เราไปนอนที่ Calama 1 คืน ก่อนที่เช้าจะบินไป Santiago เมืองหลวงของ Chile

Show More

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Back to top button
%d bloggers like this: